 |
| หน้าแรก |
เกี่ยวกับเรา |
บริการของเรา |
ข่าวสาร/ความรู้ |
ติดต่อ/Contact Us |
| ิบัญชี Online |

สาระสำคัญของ พรบ.คุ้มครองเงินฝาก |
| |
| |
|
|
| |
วันที่ : 2551-09-15 |
|
| |
|
|
| |
การคุ้มครองเงินฝากในประเทศไทย
วิกฤตการณ์ทางการเงินในปี พ.ศ.2540 ทำให้ ค.ร.ม.มีมติให้ประกันเงินฝากเต็มจำนวน (Blanket guarantee) โดยมีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นผู้ดูแลเรื่องการประกันเงินฝาก
การจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก สถาบันคุ้มครองเงินฝากได้จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝากซึ่งลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 พระราชบัญญัติ ฯ จะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือวันที่ 11 สิงหาคม 2551
สถาบันคุ้มครองเงินฝาก เป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ทำหน้าที่หลักคือคุ้มครองผู้ฝากเงิน หากสถาบันการเงินถูกสั่งปิดกิจการ ผู้ฝากเงินทุกรายจะได้รับการจ่ายเงินคืนโดยเร็ว ตามจำนวนที่คุ้มครอง โดยไม่ต้องรอการชำระบัญชี
วัตถุประสงค์ของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก นอกจากการคุ้มครองผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินยังมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน รวมทั้งดำเนินการกับสถาบันการเงินที่ถูกควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินและชำระบัญชีสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต
กองทุนคุ้มครองเงินฝาก จัดตั้งขึ้นในสถาบันคุ้มครองเงินฝาก โดยให้สถาบันการเงิน นำส่งเงินเข้ากองทุนตามอัตราที่กำหนดโดย พระราชกฤษฎีกา ซึ่งไม่เกิน 1% ต่อปีของยอดเงินฝาก ถัวเฉลี่ยของบัญชีที่ได้รับการคุ้มครอง เงินกองทุนจะนำออกใช้เพื่อจ่ายคืนให้ผู้ฝากเงินเมื่อสถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต
การคุ้มครองผู้ฝากเงิน เงินฝากที่ได้รับการคุ้มครอง 1.เงินฝากทุกประเภทที่เป็นเงินบาทในบัญชีเงินฝากภายในประเทศ และไม่ใช่เงินฝากในบัญชีประเภทเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน 2.ดอกเบี้ยค้างจ่ายของเงินฝากจนถึงวันที่สถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต
สถาบันการเงินภายใต้กฎหมายคุ้มครองเงินฝาก 1. ธนาคารพาณิชย์ (รวมสาขาธนาคารต่างประเทศ) จำนวน 34 ธนาคาร 2. บริษัทเงินทุน จำนวน 5 บริษัท 3. บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ จำนวน 3 บริษัท ต่อไปอาจขยายถึงธนาคารของรัฐที่มีกฎหมายจัดตั้งโดยเฉพาะ โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
จำนวนเงินฝากที่คุ้มครองต่อรายต่อสถาบันการเงินแต่ละแห่งตามจำนวนที่ฝากไว้แต่ไม่เกินจำนวน ดังนี้
ี้จำนวนเงินที่ได้รับคุ้มครอง (ล้านบาท)
1. 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551 -10 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ทั้งจำนวน
2 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552 -10 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ไม่เกิน 100 ล้านบาท
3. 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553 -10 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ไม่เกิน 50 ล้านบาท
4. 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554 -10 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ไม่เกิน 10 ล้านบาท
5. 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เป็นต้นไป ไม่เกิน 1 ล้านบาท
วงเงินคุ้มครองกำหนดไว้ที่ 1 ล้านบาท 1.เพื่อให้ครอบคลุมผู้ฝากรายย่อย ซึ่งเป็นผู้ฝาก ส่วนใหญ่ในระบบ หรือประมาณ 98.6% ของผู้ฝากทั้งหมด 2.เงินฝากส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท สามารถขอเฉลี่ย คืนจากทรัพย์สินของสถาบันการเงินตามกระบวนการชำระบัญชี
ผลจากการมีสถาบันคุ้มครองเงินฝาก 1.ผลต่อรัฐบาล 1.1. ด้านการบริหารงานคลังภาครัฐ ไม่จำเป็นต้องรับภาระในการชดเชยความเสียหายของสถาบันการเงินที่ประสบปัญหา 1.2. การมีสถาบันคุ้มครองเงินฝากจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ 1.3. มีระบบการดูแลสถาบันการเงินที่แบ่งแยกอำนาจหน้าที่อย่างชัดเจน เป็นไปตามมาตรฐานสากล 2.ผลต่อสถาบันการเงิน สร้างเสริมความเข้มแข็งของสถาบันการเงิน ซึ่งต้องพัฒนาประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ เพื่อ สร้างความมั่นใจต่อผู้ฝากรวมทั้งต้องมีการบริหารงาน ที่ยึดหลักธรรมาภิบาล 3.ผลต่อผู้ฝากเงิน 3.1. การมีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ฝากเงินได้รับเงินคืนอย่างรวดเร็ว เมื่อมีการสั่งปิดสถาบันการเงิน 3.2. ผู้ฝากเงินต้องศึกษาข้อมูลของสถาบันการเงินและพิจารณาการกระจายเงินออม รวมทั้งการลงทุนในรูปแบบอื่น 3.3. ผู้ฝากรายใหญ่อาจต้องศึกษาทางเลือกในการลงทุน
ที่มา : เอกสารอธิบายสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง |
| |
|
|
|
| สรรพากร Online |
|
| สิทธิประโยชน์ประกันสังคม |
|
| Link |
|
|